Short Story: ตามรอยเท้าพ่อ

posted on 05 Dec 2007 14:14 by arancia  in Think
ตามรอยเท้าพ่อ
 
        ยามตะวันฉายแสง แดดแรงกล้าก็แผดเผาสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้ความร้อนแรง แต่ ณ กลางท้องทุ่งนายังคงมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ก้มหน้าก้มตาเพาะต้นกล้าต้นเล็กๆ ที่เริ่มมีใบสีเขียวตองอ่อนแตกยอดออกมา ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ทำให้เขาไม่สามารถจะทำงานได้อย่างต่อเนื่องอย่างที่ใจหวัง ลมพัดมาเอื่อยๆให้ความรู้สึกเย็นสบาย เขาจึงเดินตรงไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมานานกว่าห้าสิบปี ก่อนจะนั่งลงพักเหนื่อย เพื่อรอให้แสงแดดอ่อนลงพอที่จะทำงานต่อไปได้ ไม่นาน อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าเขาจึงผล็อยหลับไป
 
 
        อาทิตย์อัสดง ความมืดเริ่มครอบคลุมท้องฟ้า ภายใต้กรุงเทพมหานครยามราตรี ยังคงมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยังนั่งคร่ำเคร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ ภายในตึกระฟ้าใจกลางกรุง ในบริษัทที่เหลือพนักงานนั่งทำงานอยู่เพียงไม่กี่คน ไม่นานไฟก็เริ่มดับลงทีละดวง ตอนนี้เหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ท่ามกลางความมืดภายใต้แสงไฟนีออนไม่กี่ดวง

 

 

 

         เมฆ พนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆคนหนึ่ง ทุกๆเดือนเขาจะต้องส่งเงินไปให้พ่อและแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด เพื่อให้พวกท่านได้มีเงินไว้จับจ่ายใช้สอยแม้ว่าฐานะทางบ้านของเขาจะไม่ได้ยากจนข้นแค้นแต่ก็ไม่ถึงกับร่ำรวยอะไร เนื่องด้วยพ่อแม่ของเขาประกอบอาชีพเป็นชาวนาอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งรายได้แต่ละปีก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยบางครั้งก็ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ บ้างก็เกิดอุทกภัย หรือบางทีราคาข้าวก็ตกต่ำจนทำให้รายได้ในปีนั้นลดน้อยลง ในช่วงเทศกาลต่างๆที่มีวันหยุดยาวๆ เขาจึงมักจะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ทุกครั้ง ทุ่งนาสีเขียวขจีที่เขาชื่นชอบ ยามเมื่อได้กลับบ้านทำให้เขารู้สึกสดชื่น และกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง หลายครั้งเวลาที่ต้องมานั่งทำงานจนดึกดื่นเขามักจะมีคำถามกับตัวเองเสมอว่า เขามาทำอะไรในที่แห่งนี้ ในเมืองที่พลุกพล่านกว้างใหญ่ แต่ช่างเหงาจนหนาวจับขั้วหัวใจ เหตุใดเขาจึงไม่กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ช่วยท่านทั้งสองทำนา กลับไปที่บ้านอันแสนสุข แต่ทุกวันมันก็ยังเป็นเพียงแค่คำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้หรือเขาไม่คิดจะตอบกันแน่

 

        แล้ววันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้รับข่าวจากทางบ้านว่า พ่อของเขาเกิดป่วยกะทันหัน เขาจึงรีบกลับบ้านโดยด่วน ระหว่างทางเขากังวลไปต่างๆนานาว่า พ่อของเขาจะเป็นอะไรมากหรือไม่ ในเวลานี้แม่ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ไม่นานเมฆก็มาถึงบ้านของเขา พร้อมกับรีบเดินไปหาแม่ที่นั่งรอเขาที่ใต้ถุนบ้านอยู่แล้ว

        “แม่ พ่อเป็นอะไรมากไหม” เมฆถามออกไปอย่างร้อนใจ

        “ก็ถือว่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงหรอก หมอเขาบอกว่า พ่อเอ็งเป็นโรคไขข้ออักเสบเลยทำงานหนักมากไม่ได้สักระยะหนึ่ง ตอนนี้แม่ก็เลยกลุ้มใจไม่รู้จะทำยังไง กับนาข้าวที่จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวดี เพราะแม่ก็ไม่อยากให้พ่อเอ็งไปทำ กลัวพ่อเขาจะอาการกำเริบอีก” แม่ตอบเขาด้วยน้ำเสียงกังวลไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องอาการของพ่อหรือจะเป็นเรื่องผืนนาอันเป็นที่รัก

        “แม่อย่ากังวลไปเลยนะ ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอแหละไม่นานเราจะผ่านมันไปได้เอง” แม้ว่าเมฆจะบอกแม่ของเขาไปอย่างนั้น แต่ในใจลึกๆแล้ว เขาก็กังวลกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย แต่เพื่อทำให้แม่สบายใจเขายอมทำได้ทุกอย่าง

 

        “พวกเอ็งจะมากังวลอะไรกับเรื่องของข้าวะ แค่ปวดตามข้อเท่านั้นเอง เดี๋ยวข้าก็กลับไปเกี่ยวข้าว ทำนาได้เหมือนเดิมนั่นแหละ เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้ข้าเลิกทำในสิ่งที่รักหรอกนะ”

        พ่อของเขา ท่านเป็นคนที่เข้มแข็ง หนักเอาเบาสู้ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องผืนนาอันเป็นที่รักซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่ปู่ของเขามอบให้แก่พ่อดังนั้นพ่อจึงใส่ความตั้งใจทั้งหมดที่มีลงมือทำมันตั้งแต่ที่ดินยังแตกระแหง มาจนบัดนี้ดินที่เคยแห้งแล้งกลับชุ่มชื้น ที่ที่ไม่มีพืชชนิดใดขึ้นอยู่เลยกลับเต็มไปด้วยต้นข้าวสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ อาจจะเป็นเพราะนิสัยแบบนั้นของพ่อที่สืบทอดมายังเขา จนทำให้แม้ว่าในปัจจุบันงานที่ทำจะหนักและน่าเบื่อเพียงใด เขาก็ยังอดทน พยายามทำมันให้สำเร็จ

        “พ่อ แต่หมอเขาสั่งห้ามไม่ให้ไปทำงานหนักๆ ไม่ใช่หรือ” แม่ถามออกมาด้วยความเป็นห่วง แต่สิ่งที่พ่อตอบกลับมากลับเป็นคำประชดเพียงไม่กี่คำที่ทำให้เขาสะอึกได้

        “แล้วถ้าข้าไม่ทำ หมาที่ไหนจะมาทำวะ ข้าอยากจะรู้นัก” ใช่ แล้วจะมีใครมาทำแทนพ่อเขาได้หละ

 

        หลังจากกลับมาจากบ้าน ประโยคนั้นของพ่อยังคงติดอยู่ในหัวของเมฆอยู่ตลอดเวลา ทั้งอาทิตย์เขาทำงานไม่รู้เรื่อง ทำถูกบ้างผิดบ้าง เมฆเองก็รู้ถึงความผิดปรกตินั้นของเขา แต่เขาก็ทำอะไรกับมันไม่ได้เพราะไม่ว่าอย่างไร เรื่องราวและคำพูดของพ่อก็ยังกวนใจเขาอยู่เรื่อยไป คงจะมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขาหายกังวลใจได้ วิธีนั้นวิธีเดียว!!

 

        วันรุ่งขึ้น เมฆจึงตัดสินใจที่จะลาออกเพื่อยุติปัญหาทั้งหมด หรืออาจจะลาออกเพื่อเป็นการเดินตามความฝันของตนในวัยเยาว์ที่เขาก็เกือบจะลืมมันไปแล้ว ระหว่างที่นั่งรอเข้าพบผู้จัดการ ความทรงจำตอนเด็กก็ย้อนกลับมาให้เขาได้นึกถึง ตอนนั้นเขาเป็นเพียงเด็กชายตัวจ้อย ที่ชอบวิ่งเล่นซุกซนไปตามคันนา เกือบทุกวันหลังจากกลับจากโรงเรียน เขาจะรีบตรงไปหาพ่อที่ก็มักจะคลุกตัวอยู่แต่ในท้องนา พ่อมักจะเล่าเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการปลูกข้าว ทั้งการเพาะต้นกล้า การดำนา การเก็บเกี่ยวหรืออะไรก็ตามที่จะสรรหามาพูดคุยกันได้ เขายังจำได้ดีกับคำถามที่เขาได้ถามพ่อไป และคำตอบที่ได้รับกลับมา

        “พ่อ ทำไมพ่อถึงต้องมาเป็นชาวนาหละจ๊ะ”

        “ไม่ใช่ว่าต้องหรอกเมฆ แต่มันเป็นสิ่งที่พ่ออยากจะทำต่างหาก การเป็นชาวนา คนทั่วไปอาจจะคิดว่ามันเป็นอาชีพที่ต่ำ รายได้น้อย แต่พ่อไม่คิดแบบนั้น พ่อคิดว่ามันเป็นอาชีพที่มีเกียรติที่ได้ปลูกข้าวให้คนทั้งประเทศกิน พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า ถ้าหากขาดชาวนาแล้วเขาจะเอาอะไรกิน คิดแต่จะหาประโยชน์เข้าสู่ตนไม่ได้คำนึงถึงผู้อื่นเลย ถึงแม้รายได้มันจะน้อยแต่พ่อก็ภูมิใจนะที่ได้เป็นชาวนา เป็นลูกแม่พระธรณีทำงานใต้ผืนฟ้าและเผชิญหน้ากับผืนดิน”

        คำพูด คำสั่งสอน และความรู้ที่ได้รับได้ซึมซับลงไปในตัวเขาจน ณ เวลานั้นเขาจึงตั้งความฝันไว้ว่า เขาอยากจะเป็นอย่างพ่อของเขา เป็นชาวนาที่ทำงานท่ามกลางแดดร้อนและผืนดินที่เย็นชื้น

 

        “คุณเมฆา เชิญเข้าไปได้แล้วคะ” เสียงเลขานุการสาวของผู้จัดการแผนก ทำให้เขากลับมาสู่โลกปัจจุบัน

        “อ้อครับ ขอบคุณครับ” หลังจากกล่าวคำขอบคุณ เมฆก็เข้าไปในห้องของผู้จัดการ

        “อ้าว เมฆ มาๆนั่งก่อนสิ เรามีอะไรก็คุยกันได้นะ” ผู้จัดการที่เขาทำงานด้วยมานานจึงค่อนข้างจะสนิทกับเขาพอสมควร เชิญให้เขานั่งลงพูดคุยปัญหากันก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรไป

        “คือ ผมต้องการที่จะลาออกจริงๆครับ แล้วก็ตัดสินใจแน่นอนแล้วด้วยครับ” เมฆตอบออกไปอย่างหนักแน่น

        “ตกลงๆ แต่ผมก็อยากจะรู้จริงๆนะว่า ทำไมคุณถึงต้องการจะลาออก” ผู้จัดการคงเข้าใจในเจตนารมณ์ของเมฆ แต่ก็ยังอดที่จะสงสัยไม่ได้ในที่มาของมัน

        “คือผม อยากจะกลับบ้านไปช่วยพ่อทำนาครับ ตอนนี้พ่อผมกำลังป่วย เลยทำงานไม่ได้มากนะครับ” เขาตอบไปตามความเป็นจริง เมื่อผู้จัดการได้ฟังก็ถึงกับตกใจในคำตอบ

        “ทำนา!! แล้วคุณจะทิ้งอนาคตที่คุณสร้างมันกับมือเพื่อไปแลกกับต้นข้าวแค่นั้นหรือ”

        “อนาคตที่ผมสร้างมันขึ้นมาในระยะเวลาไม่กี่ปีนั้นเทียบไม่ได้เลยกับต้นข้าวของพ่อเพราะ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ต้นข้าวต้นเล็กๆแต่เพราะมันคืออนาคตและความฝันที่แท้จริงของผมและยังเป็นความฝันความทุ่มเททั้งหมด ที่มีของพ่อถ้าพ่อไม่มีข้าวชีวิตของพ่อก็จะไม่เหลืออะไรแล้วซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผมควรกระทำมากที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมาครับ”

        คำตอบที่เมฆได้ตอบออกไปนี้อยู่ในใจของเขามาตั้งแต่ที่ตัดสินใจว่าจะลาออกจากงาน หรือบางทีมันอาจจะอยู่ในใจเขามานาน ที่เขาไม่กล้าที่จะตอบมันก็เป็นได้

 

        หลังจากที่เขาตอบทั้งข้อข้องใจของทั้งผู้จัดการและของตนเอง ชายหนุ่มก็รีบเก็บของกลับบ้านทันที ตอนนี้จิตใจของเขาได้ล่องลอยไปไกลถึงบ้านเขาเรียบร้อยแล้วแม้ว่ากายเขาจะอยู่ในรถโดยสารคันเก่าๆสีแดงซีดขนาดเล็ก ที่วิ่งไปบนถนนลูกรังจนทั้งฝุ่นทั้งดินแดงฟุ้งกระจายไปทั่วเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางที่เขารอคอยมานาน...บ้านของเขา

 

        “ตึง! แต๊ก แต๊กก แต๊กกก...” จู่ๆรถที่เขาโดยสารมาก็เกิดดับลงไปเฉยๆ ทั้งๆที่อีกแค่ประมาณกิโลเมตรเดียวเท่านั้น ก็จะถึงหมู่บ้านของเขา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงบ่นพึมพำ เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย เสียงพูดคุยถกเถียงกันไปมา ของคนบนรถที่นั่งมาด้วยกัน ซึ่งไม่ได้ดั่งใจและไม่ได้อยู่ในความสนใจของเขาเลย เพราะในตอนนี้ เขาอยากจะกลับไปหาพ่อกับแม่เร็วๆ จึงเดินลงมาจากรถและวิ่งตรงไปตามถนนขรุขระที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนแรงในตอนกลางวันเหมือนดั่งฟ้าจะกลั่นแกล้งให้เขาไปถึงบ้านได้ช้าลงกว่าเดิมมาก เมฆวิ่งด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ไม่ว่าแดดจะร้อนแรงเพียงใด หรือสัมภาระบนบ่าจะหนักสักแค่ไหน ยังไงเขาก็จะต้องรีบถึงบ้านให้เร็วที่สุด ให้เขาได้กลับไปบอกคำๆนั้นกับพ่อ

 

        “พ่อ! แม่! ฉันกลับมาแล้วจ๊ะ อยู่ที่ไหนกันหมดเนี่ย” เมฆตะโกนออกไปสุดเสียง บริเวณหน้าบ้านเรือนไทยโบราณที่ล้อมรอบไปด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ ก่อนจะวางสัมภาระลงกับพื้น ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนเดินลงบันไดมาจากตัวบ้าน

        “อ้าว เอ็งมายังไงหละเนี่ย ไม่บอกไม่กล่าวกันก่อนเลย” เป็นเสียงของแม่เขานั่นเอง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน เสียงของแม่ก็ยังฟังดูอบอุ่นเสมอ แต่ก็ดูตกใจไม่น้อยที่เห็นเขามายืนอยู่ตรงหน้า

        “สวัสดีจ้าแม่ แล้วพ่ออยู่ที่ไหนหละจ๊ะ” ชายหนุ่มยกมือไหว้มารดา ก่อนจะถามถึงบิดาที่เขาต้องการจะพบหน้ามากที่สุด

        “อ้อ ก็อยู่ที่เดิมของเขานั่นแหละ นู่นคันนาตรงโน้นไงที่เห็นใส่หมวกอยู่ลิบๆนั่นหนะ” แม่บอกทางเขาพร้อมกับใช้มือชี้ไปตามทิศทางนั้น เขาจึงรีบวิ่งตรงไปทันที

        “อะไรของมันไอ้ลูกคนนี้” เขาได้ยินเสียงแม่เขาบ่นตามหลังมาแว่วๆแต่ยังไงเขาคิดว่าเขาก็ยังคงเป็นลูกที่รักของแม่เหมือนเดิม

        “พ่อ พ่อ พ่อจ๋า ฉันกลับมาแล้ว...”

        “ฉันกลับมาช่วยพ่อสานฝันและทำตามความตั้งใจของพ่อไง ฉันจะมาเป็นชาวนาอย่างพ่อ มาเป็นลูกแม่พระธรณี มาดูแลผืนนาที่พ่อรักผืนนี้แทนพ่อเองนะจ๊ะ พ่อไม่ต้องกังวล ฉันจะดูแลมันอย่างดีเหมือนอย่างที่พ่อทำมันมาโดยตลอด” เมฆกล่าวออกไปอย่างสุดหัวใจ กล่าวออกมาจากใจที่รักและอยากจะทำมันจริงๆ

        “ฮะ เอ็งว่าอะไรนะ ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม อย่างเอ็งนี่นะจะมาทำนากับข้า” ไม่ว่าพ่อจะว่าอย่างไรเขาก็ตัดสินใจไปแล้วและไม่คิดที่จะกลับคำพูดเด็ดขาด

        “จริงสิจ๊ะพ่อ ฉันไม่ได้ล้อพ่อเล่นสักหน่อย ฉันกลับมาคราวนี้ตั้งใจว่าจะกลับมาอยู่ที่บ้านเราเลยไม่ย้ายไปไหนอีก จะกลับมาช่วยพ่อทำนาไง ดีไหมพ่อ” พูดจบเมฆก็ตรงเข้ากอดพ่อเขาด้วยความรักใคร่เต็มอ้อมแขน โดยไม่สนใจเลยว่าตัวของพ่อจะเปื้อนดิน มีเหงื่อไคล หรือสกปรกมากเพียงไหน

        “เออดีๆ เอ็งกลับมาคราวนี้ครอบครัวเราจะได้อยู่กันพร้อมหน้าซักที เห็นแม่เอ็งบ่นว่าเหงาอยู่บ่อยๆ” น้ำเสียงของพ่อเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ

        และแม้ว่านาจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของพ่อแต่เหนือสิ่งอื่นใดครอบครัวก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็ได้ลงมือทำตามความฝันของตน และยังสานต่อความฝันของพ่อ อีกทั้งเมฆยังรู้สึกภาคภูมิใจที่เขาได้เกิดเป็นลูกพ่อ ได้เกิดมาเป็นชาวนา อาชีพที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ อาชีพที่สำคัญไม่แพ้อาชีพไหน อาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนไทยมายาวนาน แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มมากแล้วที่เขาได้เกิดมา

 

 

        “พ่อ พ่อ พ่อครับ พ่อ พ่อตื่นเถอะครับ คุณแม่กับคุณย่ามาตามให้ไปกินข้าวได้แล้วครับ” เสียงเด็กชายตัวน้อยที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหูทำให้เขาตื่นจากภวังค์แห่งความฝันที่ย้อนอดีตไปยังสมัยก่อนที่เขาจะมาเป็นชาวนาอย่างจริงๆจังๆในวันนี้ ความทรงจำในตอนนั้นทำให้เขาหันกลับมามองดูลูกชายของเขา ‘ต้นกล้า’ ชื่อที่เขาตั้งให้แทนความหวัง ความกล้า และความภาคภูมิใจในการเป็นชาวนาของเขาเอง

        “ว่าไงลูก มาพ่ออุ้มกลับบ้านดีกว่านะ”

        เมฆไม่รู้ว่าต่อไปภายภาคหน้าต้นกล้าจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา เป็นต้นข้าวสีเขียวชอุ่ม หรือเติบโตเป็นต้นอะไรก็ตามแต่ไม่ว่าลูกของเขาจะเป็นอะไร เขาก็ยินดีที่จะสนับสนุนความฝันของลูกอย่างแน่นอน แต่ถ้าสุดท้ายต้นกล้าของเขาสนใจและยินดีที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อเพื่อเป็นชาวนาเหมือนดั่งที่เขาได้เคยทำมาแล้วเมื่อแปดปีก่อน เขาคงจะดีใจมากที่ยังมีคนรักษาและเดินตามรอยเท้าของพ่อ รอยเท้าที่มั่นคงและหยั่งลึกลงไปในจิตใจ และให้ทางเดินที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของพ่อคงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยนี้ตราบนานเท่านาน

 

 


----------------------------------------------------------------------------------------------------

        เนื่องในวันพ่อแห่งชาติปีนี้และยังเป็นปีที่พิเศษกว่าปีไหนๆ เราเลยนำเอาเรื่องสั้นที่แต่งไว้ส่งครูแต่เผอิญตรงใจและตรงกับเทศกาลพอดี อยากให้อ่านกัน เพราะแม้ว่ามันอาจไม่ดีอย่างที่ใครแต่ง แต่เราก็ตั้งใจและแต่งมันออกมาเป็นครั้งแรก ขอความกรุณาด้วยนะคะ

        เราอยากให้ทุกคนที่เข้ามา รักพ่อให้มากๆ เห็นชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่า อย่าปล่อยให้มันผ่านเลยไปอย่าคิดว่าสักวัน ซักวัน วันนั้นคงจะได้บอก อย่าลืมนะ บอกรักพ่อ แม่ ทุกวัน นะทุกคนไปแล้ว จะไปบอกรัก แค่นั้นบอกกันออกไปตรงๆ อย่าให้มันค้างคาใจอยู่เลย อิอิอิ

        Ps. 'เธอคือชีวิต' สนุกมาก ดีใจที่ได้อ่าน และดีใจที่ยังมี 'ชีวิต' มีความสุข มีรอยยิ้มอยู่ทุกวันนี้

        Ps.2 รักพ่อมากกกกกกกกกกกกกกกก

                ไปละ บาย เจอกันคราวหน้านะ

 

edit @ 5 Dec 2007 15:04:05 by Arun-chan

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รักพ่อจิงๆ นะคับเนี่ยย
รักพ่อมากเลยค่ะ

#2 By นานา (117.47.3.200) on 2007-12-05 14:38

ผมก้อรักพ่อ....
วันนี้ดูทีวีฟังในหลวงเห็นคนไทยแล้วร้องไห้เลยอ่ะ... ซึ้ง

ดูหนังเทิดพระเกียรติเรื่อง ด้วยเกล้า เรื่องทำนา โคตรจะซึ้ง

ยิ่งดูพระเทศน์เรื่องในหลวง ดูโฆษณาที่ฝรั่งหล่อถามคนขับตุกๆ ว่าในหลวงคือใคร (ร้องไห้อีกแล้ว) ดูโฆษณาแข่งซีเกมส์ ที่พูดเรื่องเรือใบมดของในหลวง เห็นภาพแล้ว มหากาพย์แห่งความซึ้งเลย

...ดีใจที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทยนะ แผ่นดินที่มีกษัตริย์เช่นนี้ แม้เราจะชอบชมต่างชาติเรื่องมารยาท สภาพสังคมอยู่บ่อยๆ ก็เถอะ แต่ยังไงเราคนไทยก็รักเมืองไทย...

Thanks mom to give me birth
Thanks dad to make mom pregnent
Thanks everybody to make me know
I'm lucky to be here on world

Love y'all also long live the king

p.s. อยากแต่งเรื่องสั้นใหม่ว่ะแก เอาแบบเทิดพระเกียรติในหลวง ฟีลตอนนี้อยากพิมเรื่องในหลวงมากกกกก

ป.ล. พลุในทีวีสวยมาก แถมข้างบ้านชั้นนี่จุดกันโครม ก้สวยเหมือนกัน double wink

ล.ป. (ลืมไป) รักแกนะ

#4 By ~ Fan of the Hollywood ~ on 2007-12-05 21:37

รักพ่อมากๆ และจะรักตลอดไป

ขอบคุณที่ทำให้อ่านเรื่องดีดีนะคะ open-mounthed smile

#5 By Love (203.155.15.250) on 2007-12-11 16:51


ฃอบ+สนใจการทำนาเหมือนกันคะ ก็คิดว่าเป็นอาชีพที่มีคุณค่ามากๆเลย

#6 By tutoon (203.155.15.250) on 2007-12-12 16:53

แวะมาบ๊าบ บาย ปีเก่า big smile

#7 By ~ Fan of the Hollywood ~ on 2007-12-31 22:55

Hello! Good Site! Thanks you! uwqydhlzavq

#8 By ffktgokgxd (212.107.116.240) on 2008-01-28 09:23